Uber เริ่มจำกัดงบ AI ต่อพนักงานที่ $1,500 ต่อเดือน

อัปเดตล่าสุด 6 min read

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน มีข่าวที่ได้รับความสนใจในวงการ AI และ Software Engineering ว่า Uber ใช้งบ AI สำหรับปี 2026 หมดไปแล้วภายในเวลาเพียง 4 เดือนแรกของปี

ตอนนั้นหลายคนมองว่าเป็นเรื่องตลก หรือเป็นผลข้างเคียงของกระแส AI ที่กำลังร้อนแรง แต่ดูเหมือนว่า Uber จะเริ่มตอบสนองต่อปัญหานี้อย่างจริงจังแล้ว

ล่าสุด Uber เริ่มกำหนดเพดานการใช้งาน AI สำหรับพนักงานไว้ที่ประมาณ $1,500 ต่อเดือน (ต่อ tool ครับ) สำหรับกลุ่ม Agentic Coding Tools เช่น Claude Code, Cursor และเครื่องมือในลักษณะเดียวกัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ งบประมาณของแต่ละ tool จะถูกแยกออกจากกัน นั่นหมายความว่า หากพนักงานใช้ Claude Code จนถึงเพดาน ก็จะไม่กระทบกับงบของ Cursor และในทางกลับกัน

ตัวเลข $1,500 ต่อเดือนบอกอะไรเรา?

Simon Willison วิเคราะห์ตัวเลขนี้ไว้อย่างน่าสนใจ หากวิศวกร Uber ใช้งาน Claude Code และ Codex อย่างจริงจังจนชนเพดานทั้งสองฝั่ง จะเท่ากับค่าใช้จ่ายประมาณ $3,000 ต่อเดือน หรือประมาณ $36,000 ต่อปี

เมื่อเทียบกับค่าตอบแทนเฉลี่ยของ Software Engineer ที่ Uber ซึ่งอยู่ประมาณ $330,000 ต่อปี งบ AI จะคิดเป็นประมาณ 10-11% ของค่าตัววิศวกรหนึ่งคนกันเลยทีเดียวครับ ซึ่งถือว่าสูงเอาเรื่อง

และตัวเลขนี้น่าสนใจ เพราะมันอาจเป็นหนึ่งในข้อมูลแรก ๆ ที่สะท้อนว่าบริษัทเทคระดับโลกกำลังประเมินมูลค่าของ AI Coding Agents ไว้ในระดับไหน

พูดอีกแบบคือ Uber กำลังบอกทางอ้อมว่า AI ไม่ใช่ของเล่นอีกต่อไป แต่เป็นต้นทุนการทำงานที่มีนัยสำคัญพอจะต้องมีการบริหารจัดการเหมือนรีซอร์สอื่น ๆ ในองค์กร

จากยุค Tokenmaxxing สู่ยุค ROI

ช่วงปีที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นปรากฏการณ์ที่หลายคนเรียกว่า Tokenmaxxing หลายองค์กรผลักดันให้พนักงานใช้ AI มากขึ้น บางแห่งมี KPI Leaderboard สำหรับการใช้งาน AI (อย่างเช่น ในเคสของ Amazon ซึ่งล่าสุดก็มีการยกเลิก KPI นี้ไปล่ะ) และบางแห่งถึงขั้นแข่งขันกันว่าใครใช้ AI มากที่สุด

ปัญหาคือ การใช้ AI มากขึ้น ไม่ได้แปลว่าผลลัพธ์ทางธุรกิจจะดีขึ้นเสมอไป การเผา Token จำนวนมากอาจสร้างตัวเลขการใช้งานที่สวยงาม แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะได้ Productivity เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน

นโยบายของ Uber จึงน่าสนใจตรงที่ไม่ได้ห้ามใช้ AI และไม่ได้ลดบทบาท AI ลง แต่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดจากใช้ให้มากที่สุดเป็นใช้ให้คุ้มที่สุด นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาด AI Enterprise

ประเด็นที่ Hacker News ถกกันหนัก

สิ่งที่คนใน Hacker News สนใจกลับไม่ใช่ Uber เอง แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้น หลายคนตั้งคำถามว่า ราคา Token ของ OpenAI และ Anthropic จะสามารถอยู่ในระดับปัจจุบันได้อีกนานแค่ไหน


Image source: Hacker News

ในขณะที่ฝั่งจีนมีโมเดลอย่าง DeepSeek, Qwen, Kimi และ GLM ที่กำลังกดราคาลงเรื่อย ๆ


Image source: DeepSeek

อีกฝั่งหนึ่งก็มองว่า OpenAI และ Anthropic กำลังแบกต้นทุน Data Center, GPU และ Infrastructure จำนวนมหาศาล ซึ่งสุดท้ายอาจทำให้ราคาไม่ได้ลดลงเร็วอย่างที่หลายคนคาดหวัง

สิ่งที่น่าสนใจคือ ตอนนี้หลายทีมเริ่มใช้แนวทาง Hybrid Workflow มากขึ้น โดยใช้โมเดลใหญ่สำหรับวางแผนและตรวจงาน แล้วให้โมเดลเล็กที่ถูกกว่าเป็นผู้ลงมือทำงานจริง

แนวคิดนี้สะท้อนว่าอนาคตของ AI อาจไม่ได้แข่งกันที่โมเดลไหนฉลาดที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่อาจจะแข่งกันที่ ใครสร้างผลลัพธ์ได้คุ้มค่าที่สุดต่อ Token

บทเรียนสำคัญจากกรณีของ Uber

เมื่อ 2 ปีก่อน คำถามสำคัญของวงการคือบริษัทจะยอมจ่ายเงินให้ AI หรือไม่? วันนี้คำตอบชัดเจนแล้วว่าบริษัทพร้อมจ่าย แต่คำถามใหม่คือ ควรจ่ายเท่าไร? และดูเหมือน Uber กำลังเป็นหนึ่งในบริษัทแรก ๆ ที่เริ่มหาคำตอบเรื่องนี้อย่างจริงจังครับ

เพราะสุดท้ายแล้ว AI มีคุณค่า แต่ไม่ได้มีคุณค่าแบบไม่จำกัด และนี่อาจเป็นสัญญาณครับว่าเราเริ่มเข้าสู่ยุคที่ CFO และฝ่ายการเงินจะเข้ามามีบทบาทในการกำหนดนโยบาย AI ขององค์กรมากขึ้น

จากเดิมที่ทุกคนถามว่าจะใช้ AI หรือไม่ ตอนนี้คำถามกำลังเปลี่ยนเป็น "จะใช้ AI อย่างไรให้คุ้มที่สุด"


ที่มา


Withoutcoffee Icantbedev

Withoutcoffee Icantbedev

ชอบแชร์ความรู้ผ่านการเขียน มีความเชื่อเสมอมาว่า "การให้อะไร ก็ไม่เทียบเท่าให้ความรู้" หลงไหลในการเดินทาง ธรรมชาติ อเมริกาโน่ การจิบเบียร์ และแงว ๆ